ข่าวสารโรคภัยไข้เจ็บและวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ

อาการปวดประจำเดือนมักเกิดขึ้นในผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะอาการปวดในบริเวณท้องน้อยที่มักมีอาการปวดในบริเวณเดียวกัน และสามารถปวดช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงเวลาไล่ๆ กันก็ได้ ดังนั้น หากมีอาการในตำแหน่งดังกล่าวก็อยากให้สาวๆ พึงสังเกตตัวเองเพิ่มขึ้น เพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณอาการปวดของโรคอื่นๆ ที่กำลังประสบอยู่อย่างไม่รู้ตัว ว่าแต่จะมีปัญหาสุขภาพใดบ้างที่ส่อสัญญาณแจ้งเตือนเหมือนการอาการปวดประจำเดือน เรามาติดตามพร้อมๆ กันกับ 3 อาการปวดของโรคเหล่านี้กันเลยค่ะ

2.1upset-girl-touch-a-mirror-by-a-hand

1.ปีกมดลูกอักเสบ

สาวๆ คนไหนที่มีอาการปวดท้อง โดยจะรู้สึกปวดและเมื่อกดจะเจ็บในบริเวณท้องน้อย พร้อมกับมีไข้สูง และบางครั้งอาจมีอาการตกขาวร่วมด้วย นั่นเป็นสัญญาณบอกว่าปีกมดลูกกำลังอักเสบอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นอาการปวดประจำเดือนอาจจะมีลักษณะคล้ายกัน เพียงแต่จะไม่มีไข้ขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมปีกมดลูกอักเสบ 

2.ไส้ติ่งอักเสบ (Wiki)

หากเป็นไส้ติ่งอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องในบริเวณท้องน้อยด้านขวา โดยปวดติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในเวลาเดินหากกระเทือนแรงๆ หรือหากกดถูกตำแหน่งไส้ติ่งก็จะยิ่งมีอาการเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาการลักษณะนี้จะไม่มีปวดในช่วงมีประจำเดือนนั่นเอง

3.นิ่วท่อไต

หากผู้ป่วยเป็นนิ่วท่อไต ลักษณะอาการปวดจะมีอาการปวดแบบบิดเกร็งในบริเวณท้องน้อย โดยจะปวดเพียงข้างใดข้างหนึ่ง และยังมีอาการปวดร้าวไล่ลงมาตรงช่องคลอดข้างเดียวกัน แต่หากเป็นอาการปวดของรอบเดือนจะต่างกันตรงที่การปวดรอบเดือนจะไม่มีไข้ เมื่อกดไปถูกจะไม่รู้สึกเจ็บแบบเดียวกันกับอาการปวดประจำเดือน

แน่นอนว่าอาการปวดประจำเดือนเป็นอาการที่มักแสดงออกมาอย่างชัดเจนทุกเดือนเหมือนๆ กันอยู่แล้ว แต่ในกรณีที่มีอาการปวดท้องน้อยในลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น อาจจะมีอาการปวดในแบบรุนแรงยิ่งขึ้น และยังปวดติดต่อกันนานกว่าปกติ เมื่อกดถูกหรือกระทบไปโดนก็จะรู้สึกเจ็บ อีกทั้งยังมีอาการไข้ขึ้นหรืออาจมีตกขาวร่วมด้วย หากเป็นเช่นนี้แล้ว สาวๆ ไม่ควรนิ่งนอนใจเด็ดขาด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดและรับการรักษาอย่างถูกต้องโดยเร็วจะดีที่สุด เพราะอาการที่ปวดนั้นอาจไม่ใช่อาการปวดประจำเดือนอย่างที่คุณเข้าใจเสมอไปนั่นเอง

 

โรคไข้เลือดออก ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นโรคร้ายแรงและไม่มีใครอยากเผชิญกับโรคชนิดนี้ เนื่องจากเป็นโรคที่ส่งผลเสียต่อชีวิตของคนเราได้สูงอย่างมาก ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า หลากหลายครัวเรือนต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่ตัวเองรัก เพราะพิษจากโรคไข้เลือดออก ทั้งนี้อาจเกิดจากการไม่ทันป้องกัน รวมทั้งไม่ทันส่งตังเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ และเพราะสุขภาพและชีวิตของทุกคนมีค่า เราจึงนำวิธีป้องกันรักษาและการเฝ้าสังเกตอาการของโรคไข้เลือดออกมาให้ทุกคนได้ทราบ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากโรคนี้ได้มากยิ่งขึ้น

3.1mosquito

โรคไข้เลือดออกคืออะไร

โรคไข้เลือด คือโรคที่เกิดมาจากการที่ยุงเป็นพาหะนำโรค และโดยส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 15 ปี อีกทั้งเด็กที่มีอายุประมาณ 2-8 ขวบ แต่ก็เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน ที่สำคัญโรคไข้เลือดออกจะเกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงลาย เพราะแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงลายนั้น คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไข้เลือดออกได้ง่ายนั่นเอง

อาการของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออกหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อจากยุงลายประมาณ 5-8 วัน หรือที่เราคุ้นเคยกันดีกับที่เรียกว่าระยะฟักตัว ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้แดงกี่ จนถึงมีอาการช็อกและส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาต่อ ดังนั้นเมื่อสังเกตเห็นถึงอาการดังกล่าวควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาจากแพทย์โดยด่วน

3.2medicines-in-hand

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออก

1.กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย รวมทั้งพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงลายกัดได้

2.หากนอนในเวลากลางวัน ควรกางมุ้งนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดได้ เนื่องจากยุงลายจะชอบออกหากินในช่วงเวลากลางวัน

3.เติมน้ำเดือดลงไปทุกๆ 7 วัน หรืออาจจะใส่เกลือ น้ำส้มสายชู หรือขี้เถ้าลงไปในถ้วยรองขาตู้กับข้าว เพราะวิธีนี้จะช่วยป้องกันการวางไข่ของยุงลายได้

4.หากคุณชื่นชอบในการเลี้ยงต้นพลูด่าง หรือชื่นชอบในการใส่ดอกไม้และน้ำในแจกัน ควรเปลี่ยนน้ำในภาชนะดังกล่าวทุกๆ 7 วัน

5.บ้านหลังไหนที่มีโอ่งน้ำแบบฝาปิด ควรตรวจเช็คให้ดีว่าปิดฝาโอ่งมิดชิดหรือเปล่า หากไม่มีฝาโอ่งแนะนำให้ใส่ ทรายอะเบทลงไปประมาณ 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร

6.อ่างบัว หรือจานรถยนต์ที่มีน้ำในปริมาณมาก อีกทั้งยังมีลูกน้ำร่วมอยู่ด้วย แนะนำให้ใส่ปลาหางนกยูง ปลาหัวตะกั่ว หรือปลาสอด เข้าไป เพื่อเป็นการทำลายลูกน้ำยุงลายนั่นเอง

7.ควรอยู่ในบริเวณที่มีความโล่งและมีลมพัดผ่านได้ รวมทั้งมีแสงสว่างที่เพียงพอต่อการมองเห็น เพราะยุงลายเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่ในพื้นที่ที่สามารถหลบซ่อนตามมุมมืดของห้องได้

8.หมั่นจัดห้องนอนให้เป็นระเบียบ ห่างไกลจากการทำห้องให้รก เพราะนั่นจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยุงลายได้

9.ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้โดนยุงลายกัด

วิธีการรักษาโรคไข้เลือด

1.เช็ดตัวให้ผู้ป่วยเพื่อลดไข้ เนื่องจากอาการของไข้เลือดออกจะมาพร้อมกับไข้สูง

2.ทานยาลดไข้ อย่างพาราเซตามอล แต่ไม่ควรทานยาจำพวกแอสไพริน เนื่องจากยาประเภทนี้จะทำให้เกล็ดเลือดในร่างกายของคุณเกิดความผิดปกติ และอาจทำให้เกิดอาการระคายกระเพาะอาหารได้

3.หมั่นตรวจเช็คร่างกายของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยสังเกตอาการที่อาจเปลี่ยนแปลงไปสู่ขั้นรุนแรง เพื่อง่ายต่อการส่งตัวไปรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออก แน่นอนว่าจะเริ่มมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง เนื่องจากมีอาการเบื่ออาหาร รวมทั้งมีอาการอาเจียนร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นการให้สารน้ำชดเชยจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่พอจะเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายของผู้ป่วยได้ ที่สำคัญผู้ป่วยจะต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง เพราะจะช่วยให้หายจากโรคดังกล่าวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เช่นกัน

อาการปวดหลังเกิดขึ้นด้วยกันจากหลายปัจจัย และวิธีการรักษาด้วยตัวเองเบื้องต้นในกรณีที่ยังไม่อยากไปพบแพทย์คุณก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่จะต้องเป็นอาการที่เพิ่งปวดใหม่ๆ เท่านั้น ทว่าอย่างไรก็ดี ยังมีอาการปวดที่บ่งชี้สัญญาณของโรคบางอย่างได้ด้วย หากอยากรู้แล้วว่ามีรายละเอียดอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมๆ กันเลย

1.1

สาเหตุของอาการปวดหลัง

หลักๆ แล้ว อาการปวดหลังมักเกิดจากการนั่งนานเกินไป การยกของหนักหรือแม้แต่การออกกำลังกายหนักก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เมื่อมีอาการปวดหลังผู้ป่วยจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึง ปวดเมื่อย หากเป็นหนักมากอาจรู้สึกว่าหลังไม่สามารถขยับได้ หรือหากมีอาการปวดร้าวถึงขาข้างใดข้างหนึ่ง ก็อาจเป็นเพราะหมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนตัวจนเคล็ดและเข้าไปกดทับเส้นประสาท หากมีอาการเช่นนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้องจะดีที่สุด

อย่างไรก็ดี อาการปวดหลังอาจไม่ได้ปวดเพราะกล้ามเนื้อหรือกระดูกเป็นต้นเหตุเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณส่อโรคบางอย่างที่มีปัญหาจากอวัยวะภายใน ซึ่งกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่เราไม่ควรมองข้าม ดังนี้

1.ปวดหลังร่วมกับอาการแขนขาชา

หากมีอาการปวดหลังพร้อมกับแขนขาชา ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไว้ได้ นั่นบ่งบอกว่าไขสันหลังกำลังได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์กระดูกและทำการรักษาอย่างถูกต้อง

2.ปวดหลังในบริเวณเอวพร้อมกับมีไข้หนาวสั่น

หากไตมีการติดเชื้อ อักเสบหรืออาจเป็นกรวยไตอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว มีไข้และหนาวสั่นร่วมด้วย ทั้งหมดนี้ มีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอและชอบอั้นปัสสาวะบ่อยๆ

3.ปวดหลังในระหว่างตั้งครรภ์

ผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์มักมีอาการปวดหลัง เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกอยู่เกิดความหย่อนยานลง ตลอดจนการแบกรับน้ำหนักตัวที่มีมากขึ้นของทารก หรือเกิดจากขนาดมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเข้าไปกดทับเส้นประสาท ทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังและปวดร้าวไล่ไปจนถึงขาได้นั่นเอง

4.ปวดหลังในระดับเหนือบั้นเอวสองข้าง

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเหนือบั้นเอวสองข้าง หากพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจโดยอาจคลำไปพบก้อนเนื้อบริเวณตำแหน่งไต และหากพบว่ามีเลือดปะปนมากับปัสสาวะ ระดับความดันโลหิตสูงร่วมกับภาวะโลหิตจาง นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณเป็นโรคถุงน้ำในไต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยได้ โรคนี้จะทำให้ไตทำงานน้อยลง ส่งผลเสียมายังร่างกายจนก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง พร้อมกันนี้ ไตยังเสี่ยงติดเชื้อได้งายและอาจไตวายเรื้อรังจนกระทั่งไตหยุดทำงานอย่างถาวร นอกจากนี้แล้ว ยังทำให้เกิดถุงน้ำขึ้นในอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

5.ปวดหลังเรื้อรังและปวดหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อาการปวดลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปซึ่งมักเกิดขึ้นจากโรคไขข้ออักเสบ หรือมีภาวะกระดูกทับเส้น นอกจากนี้ ยังพบในคนที่มีรูปร่างอ้วนด้วย

1.2

วิธีบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง

เมื่อมีอาการปวดหลัง คุณสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยตัวเองในเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยทำได้ 2 วิธีดังนี้

1.ประคบร้อน

แนะนำให้ประคบร้อนเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว กระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานดีขึ้น และเส้นเอ็นก็จะเกิดความยืดหยุ่นลง เท่านี้ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้มากขึ้นแล้ว

2.นวดผ่อนคลาย

ควรนวดเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและยังช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลดลงได้ เนื่องจากการนวดเป็นศาสตร์บำบัดอาการปวดได้ดีรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องค่อยๆ นวดอย่างเบามือ หรือไม่ควรนวดด้วยท่าที่ต้องบิดตัวแรง เพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการปวดเป็นหนักขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าอาการปวดหลังยังไม่ดีขึ้น นับวันยิ่งสร้างความทรมานให้ร่างกายได้เป็นอย่างมาก ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้องจะดีที่สุด ไม่เช่นนั้น หากพบแพทย์ช้าไป แพทย์อาจจะตรวจพบโรคร้ายที่ทำการรักษายากขึ้นก็เป็นได้

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไมเกรนคือโรคที่สร้างความปวดร้าวที่ศีรษะได้อย่างทรมานที่สุด หากใครเคยเผชิญกับอาการดังกล่าวจะต้องรู้ซึ้งถึงความทรมานไม่น้อยแน่นอน และเนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่มักกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีความแตกต่างไปจากโรคปวดศีรษะทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นหรือบรรเทาอาการปวดจากไมเกรนได้นั่นก็คือการป้องกัน และการรับมือรักษาอย่างถูกวิธี ถ้าอยากรู้ว่าการป้องกันและการรักษาไมเกรนนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมๆ กันกับบทความนี้เลยค่ะ

4.1headache

สาเหตุของโรคไมเกรน

สาเหตุของไมเกรนนั้น ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามันเกิดจากอะไร แต่ทั้งนี้ก็ถือว่ามีอยู่หลากหลายทฤษฎีเช่นกันที่ทำให้เชื่อว่า โรคไมเกรนเกิดจากระดับสารเคมีที่เกี่ยวกับการสื่อกระแสประสาทในสมองของคนเรามีความผิดปกติชั่วคราว หรือเกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของการทำงานของหลอดเลือดในสมอง ในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจากทางระบาดวิทยานั้นมีความเชื่อว่าไมเกรนเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ส่วนจะมีอาการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่กระทบกับร่างกายของแต่ละคนนั่นเอง

อาการของโรคไมเกรน

อาการของไมเกรนนั้นจะมีความแตกต่างจากอาการปวดหัวแบบทั่วไป ซึ่งจะมีความแตกต่างตรงที่ว่าอาการปวดศีรษะทั่วไปจะมีความรู้สึกปวดในบริเวณศีรษะแบบตื้อๆ ไม่มีความรุนแรงมากนัก ส่วนอาการปวดไมเกรนจะมีความรู้สึกปวดแบบตุ๊บๆ เป็นระยะๆ และจะมีอาการปวดในระดับปานกลางถึงขั้นรุนแรงได้ โดยอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ปวดมากขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งปวดถึงขั้นรุนแรงเต็มที่ อาการปวดของไมเกรนจะแสดงอาการปวดเพียงข้างเดียว ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะปวดศีรษะด้านซ้าย และบางคนรู้สึกปวดศีรษะด้านขวา ส่วนใครที่เป็นไมเกรนมานาน ก็อาจจะรับรู้ถึงอาการปวดที่สลับซ้ายขวาหรือบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการปวดทั้งสองข้างได้

วัยของผู้ที่เป็นไมเกรน

โรคไมเกรน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับคนที่อยู่ในช่วงของวัยเจริญพันธุ์ และโดยส่วนมากก็จะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งมักจะเกิดในกลุ่มคนที่อยู่ในภาวะเครียดทางอารมณ์และจิตใจสูง แต่นั่นก็ไม่เสมอไป เพราะไมเกรนสามารถเกิดกับผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีได้เช่นกัน

4.2depressed-emotion-of-man

วิธีสังเกตว่าเป็นไมเกรนหรือไม่

1.ลักษณะต่างๆ ของอาการปวดของไมเกรนโดยรวม คือ ความรุนแรง ลักษณะการปวด ตำแหน่งที่ปวด และการดำเนินการปวด

2.จะมีอาการที่เกิดร่วมกับอาการปวดไมเกรนนั่นก็คือ การคลื่นไส้และเวียนหัว

3.มีอาการปวด ซึ่งปัจจัยที่คอยกระตุ้นให้ปวดก็คือ แสงแดดจ้า การอดหลับอดนอน ความเครียด รวมทั้งการทานอาหารบางชนิด

4.ไม่มีความผิดปกติใดๆ ของการทำงานของสมองรวมทั้งอวัยวะในส่วนต่างๆ ในร่างกาย

วิธีป้องกันและรักษาโรคไมเกรน

1.หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ เพราะการที่คุณให้เวลาแก่ร่างกายได้ออกกำลังกาย รวมทั้งทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้น จะเป็นส่วนช่วยลดอาการเครียดได้อย่างมากเลยทีเดียว

2.รับประทานยาป้องกันอาการปวดไมเกรนตามที่แพทย์แนะนำให้ทานเพื่อป้องกันไม่ให้ปวดศีรษะบ่อยๆ ซึ่งการรับประทานยานี้ ผู้ป่วยควรรับประทานประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป ในส่วนของยาป้องกันอาการปวดไมเกรนนั้นจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยยาแต่ละชนิดจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแพทย์จะสั่งยาให้แก่ผู้ป่วยด้วยยาชนิดและขนาดที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยนั่นเอง

สำหรับใครที่มีปัญหากับอาการปวดไมเกรน หากไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขด้วยวิธีใดเพื่อเป็นการบรรเทาอาการดังกล่าวนั้น เบื้องต้นแนะนำให้นอนหลับพักผ่อน รวมทั้งห่างไกลจากความคิดที่ทำให้เกิดความเครียด จากนั้นค่อยรีบไปพแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อการศึกษาจาก WikiPedia

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99

โรคซึมเศร้า โรคที่ใครหลายคนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเอง กระทั่งมารู้อีกทีว่าตัวเองกำลังเผชิญกับการเป็นโรคดังกล่าว ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมโดยรวมของอารมณ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป สำหรับโรคซึมเศร้านั้น ดูๆ ไปแล้วเหมือนจะไม่มีความน่ากลัวแต่อย่างใด แต่หารู้ไม่ว่าอัตราการเสียชีวิตของหนุ่มสาวที่สูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่ตัวเองอยู่ในภาวะซึมเศร้านั่นเอง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เผชิญกับภาวะซึมเศร้าจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ทำให้เกิดสิ่งร้ายๆ ตามมานั่นเอง ทั้งนี้โรคซึมเศร้าก็มีวิธีการป้องกันและรักษาอย่างถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกันก่อนนะคะ

5.1girl

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสสูญเสียอาชีพการงานรวมทั้งการศึกษาอีกด้วย และที่สำคัญยังเป็นโรคที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงถึง 15-18% เลยทีเดียว โรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคที่สร้างความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความคิด รวมทั้งทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งมันจะมีผลต่อการนอนหลับและการรับประทานอาหาร ตลอดจนส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบตัว โดยโรคดังกล่าวหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จนถึงขั้นรุนแรงด้วยการตัดสินใจฆ่าตัวตายได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่โรคที่เป็นเพียงแค่การเข้ามาของความรู้สึกหรือการมีอารมณ์ที่เศร้าหมองแล้วผ่านไป หากแต่เป็นโรคที่เกิดจากอารมณ์และความหมองเศร้าที่ไม่สามารถหลุดออกไปจากจิตใจและความคิดได้อย่างง่ายดายนั่นเอง จึงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา สำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะซึมเศร้านั้นจะไม่มีความสามารถในการรวบรวมสติและพลังเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นได้ด้วยตัวเองหากปราศจักปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางพันธุกรรม บุคลิกภาพ และชีวภาพ ในส่วนของภาวะตึงเครียดในบุคลิกภาพที่อยู่ในลักษณะของการขาดความมั่นใจ ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง รวมทั้งการมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ ถือเป็นภาวะที่ทำให้จิตใจอยู่ในความเครียด ซึ่งสามารถส่งผลต่อการอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้

5.2beauty

อาการของโรคซึมเศร้า

1.เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

– มีอารมณ์ที่หมองเศร้า เบื่อหน่าย รู้สึกหดหู่ และมีความรู้สึกท้อแท้

– มีอารมณ์ที่หงุดหงิด รวมทั้งวิตกกังวลบ่อยๆ

– ขาดความสนใจต่อหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่มีความสนุกสนาน ไม่รู้สึกถึงความพึงพอใจ

2.เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความนึกคิด

– มีสมาธิและความจำที่ลดลงไปจากเดิม

– มักจะครุ่นคิดอยู่กับเรื่องต่างๆ ในแง่ร้ายเสมอ

– มองอนาคตในเชิงที่หมดหวัง สิ้นหวัง

– มีความรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวไม่มีใครเคียงข้าง

– ขาดความมั่นใจในตัวเองไปจากเดิมมาก

– มีความคิดที่จำทำร้ายตนเอง ด้วยการกระทำที่รุนแรง รวมทั้งคิดที่จะฆ่าตัวตาย

3.เกิดอาการทางกาย

– ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า

– มีสีหน้าที่หมองเศร้า

– มีพฤติกรรมที่โต้ตอบช้า และมีความสะเทือนใจง่าย

– มีความรู้สึกอยากทานอาหารที่ลดลง จึงทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย

– มีความต้องการทางเพศที่ลดลง

– พละกำลังของร่างกายเริ่มลดลง รวมทั้งมีความรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้จะใช้แรงเพียงเล็กน้อยก็ตาม

– มีอาการปวดตามระบบอวัยวะในส่วนต่างๆ เช่น ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหัว และปวดท้องบ่อยๆ

สำหรับใครที่คิดว่าโรคซึมเศร้าไม่มีทางที่ตัวเองจะต้องเผชิญ ควรยกเลิกความคิดนี้เสียตั้งแต่วันนี้เลยล่ะค่ะ เพราะความคิดในลักษณะนี้ จะทำให้คุณละเลยต่อการใส่ใจในการป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าได้ เพราะสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น แทบไม่มีใครคิดเลยว่าจะเป็นจุดที่ทำให้คุณต้องไปอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้ อย่าลืมว่าการขาดความมั่นใจ การมองโลกในแง่ร้าย การรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่างๆ ง่ายเกินไปนั้น  ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเข้าแล้ว

บทความสุขภาพของเรา ชุดนอนไม่ได้นอน

3 อาการปวดท้องน้อยที่อาจไม่ใช่การปวดประจำเดือนเสมอไป

อาการปวดประจำเดือนมักเกิดขึ้นในผู้หญิงทุกคน โดยเฉพ…

ห่างไกลโรคไข้เลือดออก…ด้วยวิธีป้องกันและรักษาอย่างเข้าใจ

โรคไข้เลือดออก ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นโรคร้ายแรงและไม่มี…

ระวัง! อาการปวดหลังกับ 5 สัญญาณส่อโรคที่คุณไม่ควรมองข้าม

อาการปวดหลังเกิดขึ้นด้วยกันจากหลายปัจจัย และวิธีกา…

“โรคไมเกรน” แค่รู้จักและเข้าใจก็รับมือได้ไม่ยาก !

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไมเกรนคือโรคที่สร้างความปว…

รู้จัก “โรคซึมเศร้า” ภาวะอารมณ์ติดลบ…ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตไม่รู้ตัว

โรคซึมเศร้า โรคที่ใครหลายคนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นก…