ข่าวสารโรคภัยไข้เจ็บและวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ

อาการปวดหลังเกิดขึ้นด้วยกันจากหลายปัจจัย และวิธีการรักษาด้วยตัวเองเบื้องต้นในกรณีที่ยังไม่อยากไปพบแพทย์คุณก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่จะต้องเป็นอาการที่เพิ่งปวดใหม่ๆ เท่านั้น ทว่าอย่างไรก็ดี ยังมีอาการปวดที่บ่งชี้สัญญาณของโรคบางอย่างได้ด้วย หากอยากรู้แล้วว่ามีรายละเอียดอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมๆ กันเลย

1.1

สาเหตุของอาการปวดหลัง

หลักๆ แล้ว อาการปวดหลังมักเกิดจากการนั่งนานเกินไป การยกของหนักหรือแม้แต่การออกกำลังกายหนักก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ เมื่อมีอาการปวดหลังผู้ป่วยจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อตึง ปวดเมื่อย หากเป็นหนักมากอาจรู้สึกว่าหลังไม่สามารถขยับได้ หรือหากมีอาการปวดร้าวถึงขาข้างใดข้างหนึ่ง ก็อาจเป็นเพราะหมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนตัวจนเคล็ดและเข้าไปกดทับเส้นประสาท หากมีอาการเช่นนี้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างถูกต้องจะดีที่สุด

อย่างไรก็ดี อาการปวดหลังอาจไม่ได้ปวดเพราะกล้ามเนื้อหรือกระดูกเป็นต้นเหตุเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณส่อโรคบางอย่างที่มีปัญหาจากอวัยวะภายใน ซึ่งกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่เราไม่ควรมองข้าม ดังนี้

1.ปวดหลังร่วมกับอาการแขนขาชา

หากมีอาการปวดหลังพร้อมกับแขนขาชา ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะและอุจจาระไว้ได้ นั่นบ่งบอกว่าไขสันหลังกำลังได้รับบาดเจ็บ ดังนั้น จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อเอกซเรย์กระดูกและทำการรักษาอย่างถูกต้อง

2.ปวดหลังในบริเวณเอวพร้อมกับมีไข้หนาวสั่น

หากไตมีการติดเชื้อ อักเสบหรืออาจเป็นกรวยไตอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอว มีไข้และหนาวสั่นร่วมด้วย ทั้งหมดนี้ มีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอและชอบอั้นปัสสาวะบ่อยๆ

3.ปวดหลังในระหว่างตั้งครรภ์

ผู้หญิงที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์มักมีอาการปวดหลัง เนื่องจากฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกอยู่เกิดความหย่อนยานลง ตลอดจนการแบกรับน้ำหนักตัวที่มีมากขึ้นของทารก หรือเกิดจากขนาดมดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจนเข้าไปกดทับเส้นประสาท ทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังและปวดร้าวไล่ไปจนถึงขาได้นั่นเอง

4.ปวดหลังในระดับเหนือบั้นเอวสองข้าง

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเหนือบั้นเอวสองข้าง หากพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจโดยอาจคลำไปพบก้อนเนื้อบริเวณตำแหน่งไต และหากพบว่ามีเลือดปะปนมากับปัสสาวะ ระดับความดันโลหิตสูงร่วมกับภาวะโลหิตจาง นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณเป็นโรคถุงน้ำในไต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยได้ โรคนี้จะทำให้ไตทำงานน้อยลง ส่งผลเสียมายังร่างกายจนก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง พร้อมกันนี้ ไตยังเสี่ยงติดเชื้อได้งายและอาจไตวายเรื้อรังจนกระทั่งไตหยุดทำงานอย่างถาวร นอกจากนี้แล้ว ยังทำให้เกิดถุงน้ำขึ้นในอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

5.ปวดหลังเรื้อรังและปวดหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

อาการปวดลักษณะดังกล่าวมักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปซึ่งมักเกิดขึ้นจากโรคไขข้ออักเสบ หรือมีภาวะกระดูกทับเส้น นอกจากนี้ ยังพบในคนที่มีรูปร่างอ้วนด้วย

1.2

วิธีบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง

เมื่อมีอาการปวดหลัง คุณสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยตัวเองในเบื้องต้นได้ง่ายๆ โดยทำได้ 2 วิธีดังนี้

1.ประคบร้อน

แนะนำให้ประคบร้อนเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว กระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานดีขึ้น และเส้นเอ็นก็จะเกิดความยืดหยุ่นลง เท่านี้ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้มากขึ้นแล้ว

2.นวดผ่อนคลาย

ควรนวดเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและยังช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลดลงได้ เนื่องจากการนวดเป็นศาสตร์บำบัดอาการปวดได้ดีรูปแบบหนึ่ง แต่จะต้องค่อยๆ นวดอย่างเบามือ หรือไม่ควรนวดด้วยท่าที่ต้องบิดตัวแรง เพราะอาจจะยิ่งทำให้อาการปวดเป็นหนักขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าอาการปวดหลังยังไม่ดีขึ้น นับวันยิ่งสร้างความทรมานให้ร่างกายได้เป็นอย่างมาก ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างถูกต้องจะดีที่สุด ไม่เช่นนั้น หากพบแพทย์ช้าไป แพทย์อาจจะตรวจพบโรคร้ายที่ทำการรักษายากขึ้นก็เป็นได้

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไมเกรนคือโรคที่สร้างความปวดร้าวที่ศีรษะได้อย่างทรมานที่สุด หากใครเคยเผชิญกับอาการดังกล่าวจะต้องรู้ซึ้งถึงความทรมานไม่น้อยแน่นอน และเนื่องจากไมเกรนเป็นโรคที่มักกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีความแตกต่างไปจากโรคปวดศีรษะทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้คุณรอดพ้นหรือบรรเทาอาการปวดจากไมเกรนได้นั่นก็คือการป้องกัน และการรับมือรักษาอย่างถูกวิธี ถ้าอยากรู้ว่าการป้องกันและการรักษาไมเกรนนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไร เรามาติดตามไปพร้อมๆ กันกับบทความนี้เลยค่ะ

4.1headache

สาเหตุของโรคไมเกรน

สาเหตุของไมเกรนนั้น ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามันเกิดจากอะไร แต่ทั้งนี้ก็ถือว่ามีอยู่หลากหลายทฤษฎีเช่นกันที่ทำให้เชื่อว่า โรคไมเกรนเกิดจากระดับสารเคมีที่เกี่ยวกับการสื่อกระแสประสาทในสมองของคนเรามีความผิดปกติชั่วคราว หรือเกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของการทำงานของหลอดเลือดในสมอง ในส่วนของข้อมูลที่ได้รับจากทางระบาดวิทยานั้นมีความเชื่อว่าไมเกรนเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้ ส่วนจะมีอาการอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่กระทบกับร่างกายของแต่ละคนนั่นเอง

อาการของโรคไมเกรน

อาการของไมเกรนนั้นจะมีความแตกต่างจากอาการปวดหัวแบบทั่วไป ซึ่งจะมีความแตกต่างตรงที่ว่าอาการปวดศีรษะทั่วไปจะมีความรู้สึกปวดในบริเวณศีรษะแบบตื้อๆ ไม่มีความรุนแรงมากนัก ส่วนอาการปวดไมเกรนจะมีความรู้สึกปวดแบบตุ๊บๆ เป็นระยะๆ และจะมีอาการปวดในระดับปานกลางถึงขั้นรุนแรงได้ โดยอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ปวดมากขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งปวดถึงขั้นรุนแรงเต็มที่ อาการปวดของไมเกรนจะแสดงอาการปวดเพียงข้างเดียว ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะปวดศีรษะด้านซ้าย และบางคนรู้สึกปวดศีรษะด้านขวา ส่วนใครที่เป็นไมเกรนมานาน ก็อาจจะรับรู้ถึงอาการปวดที่สลับซ้ายขวาหรือบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการปวดทั้งสองข้างได้

วัยของผู้ที่เป็นไมเกรน

โรคไมเกรน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับคนที่อยู่ในช่วงของวัยเจริญพันธุ์ และโดยส่วนมากก็จะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งมักจะเกิดในกลุ่มคนที่อยู่ในภาวะเครียดทางอารมณ์และจิตใจสูง แต่นั่นก็ไม่เสมอไป เพราะไมเกรนสามารถเกิดกับผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีได้เช่นกัน

4.2depressed-emotion-of-man

วิธีสังเกตว่าเป็นไมเกรนหรือไม่

1.ลักษณะต่างๆ ของอาการปวดของไมเกรนโดยรวม คือ ความรุนแรง ลักษณะการปวด ตำแหน่งที่ปวด และการดำเนินการปวด

2.จะมีอาการที่เกิดร่วมกับอาการปวดไมเกรนนั่นก็คือ การคลื่นไส้และเวียนหัว

3.มีอาการปวด ซึ่งปัจจัยที่คอยกระตุ้นให้ปวดก็คือ แสงแดดจ้า การอดหลับอดนอน ความเครียด รวมทั้งการทานอาหารบางชนิด

4.ไม่มีความผิดปกติใดๆ ของการทำงานของสมองรวมทั้งอวัยวะในส่วนต่างๆ ในร่างกาย

วิธีป้องกันและรักษาโรคไมเกรน

1.หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ เพราะการที่คุณให้เวลาแก่ร่างกายได้ออกกำลังกาย รวมทั้งทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้น จะเป็นส่วนช่วยลดอาการเครียดได้อย่างมากเลยทีเดียว

2.รับประทานยาป้องกันอาการปวดไมเกรนตามที่แพทย์แนะนำให้ทานเพื่อป้องกันไม่ให้ปวดศีรษะบ่อยๆ ซึ่งการรับประทานยานี้ ผู้ป่วยควรรับประทานประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป ในส่วนของยาป้องกันอาการปวดไมเกรนนั้นจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน โดยยาแต่ละชนิดจะมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นแพทย์จะสั่งยาให้แก่ผู้ป่วยด้วยยาชนิดและขนาดที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยนั่นเอง

สำหรับใครที่มีปัญหากับอาการปวดไมเกรน หากไม่รู้ว่าจะต้องแก้ไขด้วยวิธีใดเพื่อเป็นการบรรเทาอาการดังกล่าวนั้น เบื้องต้นแนะนำให้นอนหลับพักผ่อน รวมทั้งห่างไกลจากความคิดที่ทำให้เกิดความเครียด จากนั้นค่อยรีบไปพแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

 

ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อการศึกษาจาก WikiPedia

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99

โรคซึมเศร้า โรคที่ใครหลายคนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเอง กระทั่งมารู้อีกทีว่าตัวเองกำลังเผชิญกับการเป็นโรคดังกล่าว ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมโดยรวมของอารมณ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป สำหรับโรคซึมเศร้านั้น ดูๆ ไปแล้วเหมือนจะไม่มีความน่ากลัวแต่อย่างใด แต่หารู้ไม่ว่าอัตราการเสียชีวิตของหนุ่มสาวที่สูงขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่ตัวเองอยู่ในภาวะซึมเศร้านั่นเอง ดังนั้นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เผชิญกับภาวะซึมเศร้าจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ทำให้เกิดสิ่งร้ายๆ ตามมานั่นเอง ทั้งนี้โรคซึมเศร้าก็มีวิธีการป้องกันและรักษาอย่างถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นกันก่อนนะคะ

5.1girl

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสสูญเสียอาชีพการงานรวมทั้งการศึกษาอีกด้วย และที่สำคัญยังเป็นโรคที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงถึง 15-18% เลยทีเดียว โรคซึมเศร้านั้นเป็นโรคที่สร้างความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความคิด รวมทั้งทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งมันจะมีผลต่อการนอนหลับและการรับประทานอาหาร ตลอดจนส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบตัว โดยโรคดังกล่าวหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จนถึงขั้นรุนแรงด้วยการตัดสินใจฆ่าตัวตายได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่โรคที่เป็นเพียงแค่การเข้ามาของความรู้สึกหรือการมีอารมณ์ที่เศร้าหมองแล้วผ่านไป หากแต่เป็นโรคที่เกิดจากอารมณ์และความหมองเศร้าที่ไม่สามารถหลุดออกไปจากจิตใจและความคิดได้อย่างง่ายดายนั่นเอง จึงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าตามมา สำหรับบุคคลที่อยู่ในภาวะซึมเศร้านั้นจะไม่มีความสามารถในการรวบรวมสติและพลังเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นได้ด้วยตัวเองหากปราศจักปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางพันธุกรรม บุคลิกภาพ และชีวภาพ ในส่วนของภาวะตึงเครียดในบุคลิกภาพที่อยู่ในลักษณะของการขาดความมั่นใจ ไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง รวมทั้งการมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ ถือเป็นภาวะที่ทำให้จิตใจอยู่ในความเครียด ซึ่งสามารถส่งผลต่อการอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้

5.2beauty

อาการของโรคซึมเศร้า

1.เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

– มีอารมณ์ที่หมองเศร้า เบื่อหน่าย รู้สึกหดหู่ และมีความรู้สึกท้อแท้

– มีอารมณ์ที่หงุดหงิด รวมทั้งวิตกกังวลบ่อยๆ

– ขาดความสนใจต่อหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่มีความสนุกสนาน ไม่รู้สึกถึงความพึงพอใจ

2.เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความนึกคิด

– มีสมาธิและความจำที่ลดลงไปจากเดิม

– มักจะครุ่นคิดอยู่กับเรื่องต่างๆ ในแง่ร้ายเสมอ

– มองอนาคตในเชิงที่หมดหวัง สิ้นหวัง

– มีความรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวไม่มีใครเคียงข้าง

– ขาดความมั่นใจในตัวเองไปจากเดิมมาก

– มีความคิดที่จำทำร้ายตนเอง ด้วยการกระทำที่รุนแรง รวมทั้งคิดที่จะฆ่าตัวตาย

3.เกิดอาการทางกาย

– ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า

– มีสีหน้าที่หมองเศร้า

– มีพฤติกรรมที่โต้ตอบช้า และมีความสะเทือนใจง่าย

– มีความรู้สึกอยากทานอาหารที่ลดลง จึงทำให้น้ำหนักลดลงตามไปด้วย

– มีความต้องการทางเพศที่ลดลง

– พละกำลังของร่างกายเริ่มลดลง รวมทั้งมีความรู้สึกเหนื่อยง่ายแม้จะใช้แรงเพียงเล็กน้อยก็ตาม

– มีอาการปวดตามระบบอวัยวะในส่วนต่างๆ เช่น ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหัว และปวดท้องบ่อยๆ

สำหรับใครที่คิดว่าโรคซึมเศร้าไม่มีทางที่ตัวเองจะต้องเผชิญ ควรยกเลิกความคิดนี้เสียตั้งแต่วันนี้เลยล่ะค่ะ เพราะความคิดในลักษณะนี้ จะทำให้คุณละเลยต่อการใส่ใจในการป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าได้ เพราะสาเหตุของโรคซึมเศร้านั้น แทบไม่มีใครคิดเลยว่าจะเป็นจุดที่ทำให้คุณต้องไปอยู่ในภาวะซึมเศร้าได้ อย่าลืมว่าการขาดความมั่นใจ การมองโลกในแง่ร้าย การรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสิ่งต่างๆ ง่ายเกินไปนั้น  ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าเข้าแล้ว

บทความสุขภาพของเรา

ระวัง! อาการปวดหลังกับ 5 สัญญาณส่อโรคที่คุณไม่ควรมองข้าม

อาการปวดหลังเกิดขึ้นด้วยกันจากหลายปัจจัย และวิธีกา…

“โรคไมเกรน” แค่รู้จักและเข้าใจก็รับมือได้ไม่ยาก !

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไมเกรนคือโรคที่สร้างความปว…

รู้จัก “โรคซึมเศร้า” ภาวะอารมณ์ติดลบ…ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตไม่รู้ตัว

โรคซึมเศร้า โรคที่ใครหลายคนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้นก…